ภารกิจจับบ้านเล็ก
posted on 24 Oct 2009 10:54 by royyim
หากความหมายของคำว่า "บ้านเล็ก" คือขนาดพื้นที่ซึ่งค่อนข้างอึดอัดคับแคบของที่อยู่อาศัย นั่นคงจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่จนทำเอาหลายคนกลุ้มใจไม่เป็นอันกินอันนอนหรอก ยิ่งถ้ายึดคติ "คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก" ที่ไหนๆ ก็มีความสุขให้คุณตักตวงอย่างไม่อั้น แต่เผอิญว่า "บ้านเล็ก" ที่เรากำลังพูดถึงมันคือพฤติกรรมลับๆ ล่อๆ แอบไปมีอีกบ้านของใครบางคน โอ้! อย่างนี้ถ้าไม่ยกให้เป็นปัญหาใหญ่ (ระดับชาติ) คงจะผิดปกติไปเสียแล้วละมั้ง สังคม ไทยกับการมี "บ้านเล็ก" ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมานานแล้ว ตั้งแต่อดีตกาลพบเห็นได้ เหมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งๆ ที่ผิดศีลธรรม พอยุคสมัยเปลี่ยน ก็มีการเรียกขานกันใหม่ "ชู้" "อีหนู" "เมียน้อย" "ผัวเล็ก" ก็มาเป็น "คู่นอน" หรือ "เพื่อนสนิท" (อาจจะมีศัพท์ใหม่เรียกขานกันในไม่ช้านี้) แต่ทั้งหมดล้วนมีความหมายเข้าข่าย "บ้านเล็ก" ที่กำลังเบ่งบานและสร้างความวุ่นวายไปทั่วทุกหัวระแหง ข้าราชการ นักการเมือง พ่อค้าแม่ค้า ขับแท็กซี่ ไฮโซ เศรษฐี กรรมกร ซูเปอร์โมเดล นักแสดง ฯลฯ ใครๆ ก็แอบเผลอไปทำพฤติกรรมหลบๆ ซ่อนๆ ไว้ได้ เพราะงานนี้ไม่เลือกชนชั้น ไม่เลือกฐานะ เมื่อชีวิตคู่สะดุดก็มักหาทางออกด้วยวิธีดังกล่าว รับประทานในที่ลับตาคน ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าไม่ใช่เรื่องดี และไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังไขว่คว้าหามัน ที่สำคัญหลายคนนั้นกลับหน้าชื่นตาบานยอมเป็น "บ้านเล็ก" ด้วยความภาคภูมิใจ ยังไม่มีผลสำรวจจากหน่วยงานใดออกมายืนยันชัดว่าคนไทยนิยมมี "บ้านเล็ก" มากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ ตอบได้เลย มากถึงมากที่สุด อีกหนึ่งดัชนีที่พอจะวัดได้ก็คือ หลังจากมีการบัญญัติคำ "กิ๊ก" มาใช้เมื่อไม่นานนี้ ดูเหมือนจะเป็นที่ฮิตพูดกันติดปาก โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ใครๆ ก็คิดว่า "กิ๊ก" นั้น คือเรื่องถูกต้อง จึงพยายามอยากมี "กิ๊ก" หรืออยากเป็น "กิ๊ก" จนตัวสั่น สร้างความเข้าใจผิดมหันต์ เป็นค่านิยมที่ไม่น่าสนับสนุนสักเท่าไหร่เลย ซ้ำร้ายนายทุนมองเห็นโอกาส เลยขอหยิบนำไปดัดแปลงทำเป็นหนัง (เดอะกิ๊ก กับ เดอะกิ๊ก นัมเบอร์ 2) ตอบสนองกลุ่มวัยรุ่นให้รู้แล้วรู้รอด เมื่อ สังคมขานรับกับพฤติกรรมซ่อนเร้นว่าเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร จำนวน "บ้านเล็ก" จึงเพิ่มเป็นเงาตามตัว อันนี้เราไม่ได้พูดเอง แต่นี่คือคำยืนยันจากปาก 2 นักสืบชู้สาวตัวจริงเสียงจริง อำนวยพร มณีวรรณ์ กับ มานะ สุ่มทอง ว่าตลอดการทำงานมาไม่มีวี่แววจะลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับทวีมากขึ้นเรื่อยๆ และ นั่นทำให้ธุรกิจนักสืบเรื่องพรรค์นี้ แข่งขันเปิดตัวกันจ้าละหวั่น ทำเป็นล่ำเป็นสัน รับอาสาทำตัวเป็นมือปราบ คอยสกัดกั้นไม่ให้คนไทยหลงระเริงในความสัมพันธ์แบบผิดศีลธรรมไปมากกว่าเดิม อันเป็นเป้าหมายสูงสุด อำนวยพร บอกว่า เฉพาะปีนี้ถือว่าไม่มากนัก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่ายอดคนที่เข้ามาปรึกษากลับพุ่งทะยานอย่างเหลือเชื่อ นั่นอาจสะท้อนถึงความล้มเหลวของสถาบันครอบครัวไทย "ปี 2548 ธุรกิจนี้บูมมากๆ วันหนึ่งรับปรึกษาเป็น 20 ราย แต่ไม่จ้างหรอก สมัยก่อนโน้นปรึกษาเสร็จก็จ้างทันที วันหนึ่งก็รับประมาณ 4-5 ชิ้น นี่ละที่ทำให้ทุกคนมองว่านักสืบเป็นอาชีพที่ทำรายได้ดีก็เลยแห่เปิดกัน แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะว่าทำแบบไม่มีจรรยาบรรณ แค่เปิดบริษัทเพื่อหลอกเก็บตังค์ ทำงานครึ่งๆ กลางๆ ตามๆ แล้วก็ปล่อย ไม่ได้อยากทำเพราะวิญญาณนักสืบ" ขณะที่ความเห็นของมานะก็คล้ายๆ กัน คือมีลูกค้าเข้ามาปรึกษามากขึ้น ส่วนการตัดสินใจให้จ้างสืบนั้นก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าเขาเป็นขาประจำ จ้างให้สืบซ่อม หมายความว่าเคยสืบไปรอบหนึ่งแล้ว ปัญหาถูกเคลียร์ แต่ด้วยความไม่วางใจต่อกัน กลัวพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทางจะเกิดซ้ำรอย จึงมาจ้างนักสืบอีกครั้ง "ลูกค้าแบบนี้ของผมจะมีเยอะ เป็นลูกค้าที่คุ้นเคยกันดี ปกติเราก็จะมีแค่สอบซ่อมใช่ไหม แต่นี่คือการสืบซ่อม เพื่อดูว่ายังแอบมีอะไรกับใครที่ไหนหรือเปล่า" จะ ว่าไปภารกิจจับ "บ้านเล็ก" ไม่ใช่หน้าที่ของนักสืบ แต่มีบทบาทเป็นการป้องปรามบรรดาคุณๆ ทั้งหลายที่คิดมาสวมบทบาท "บ้านเล็ก" คนอื่น ให้เปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ว่า ต่อไป "บ้านเล็ก" ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ เพราะไหนจะต้องประมือกับ "บ้านใหญ่" ไม้เบื่อไม้เมาตัวจริง แล้วไหนต้องโคจรมาเจอนักสืบอีกระลอก ด้วยว่าเขายึดหลักสำคัญคือสืบไม่ปล่อย ไม่ว่าจะแอบมี "บ้านเล็ก" กี่หลัง หรือกำลังสนุกอยู่ในห้องลับๆ ถ้าเรื่องถึงหูเมื่อไหร่ ปฏิบัติการเฝ้าเป็นเงาตามติดจะเกิดขึ้นอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ ถึง อย่างนั้น ปัญหา "บ้านเล็ก" จะลดลงได้ 2 นักสืบชู้สาว แนะว่าควรปลูกฝังค่านิยมเรื่องการครองเรือนเสียใหม่ การมีสติคิดให้ถี่ถ้วนจะช่วยลดปัญหานี้ได้ หรือเมื่อเจอปัญหาต้องหันหน้าคุยกันเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายของความไม่ลงตัว เรื่องความสัมพันธ์ มานะ : "ผมรู้สึกว่าเด็ก สมัยนี้ชินกับคำว่ากิ๊ก พอโตขึ้นมาแต่งงานมีครอบครัว เดี๋ยวก็มีกิ๊กได้เหมือนสมัยหนุ่มสาว ทะเลาะกันหน่อยก็แอบหนีไปหากิ๊ก นี่ละจะทำให้สถาบันครอบครัวล่มสลายได้ ผมเลยอยากให้ปลูกฝังเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กยิ่งดี ฟื้นฟูค่านิยมโบราณที่ว่า ผัวเดียวเมียเดียว หรือถ้ามีปัญหาอย่าหนีปัญหา พูดคุยกันมากๆ ที่เห็นนะพอเกิดปัญหาไม่คุยกัน ไปคุยกับเพื่อน ไปคุยกับแฟนเก่า ไปคุยกับเพื่อนร่วมงาน ปัญหาก็ไม่ได้รับการคลี่คลาย" อำนวยพร : "ง่ายๆ เลยถ้าอยากให้ปัญหาแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยลดลง ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน อย่ามักมาก ช่วยกันแก้ แก้คนเดียวไม่ได้หรอก ห้ามใจตัวเองให้ได้ อย่าหวังให้คนในสังคมช่วยแก้ ยากมาก เพราะมันเปลี่ยนไปแล้ว เดิมมีแค่เฉพาะบ้านเล็ก ตอนนี้มีบ้านเล็กกว่า บ้านเล็กที่สุด" ด้าน คมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับที่หยิบเรื่องของนักสืบชู้สาว ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากพ็อกเกตบุ๊กชื่อดัง "สะกดรอยชู้" มาดัดแปลงเป็นหนัง "สายลับจับบ้านเล็ก" มองว่า สิ่งที่อยู่ในหนังสือนั้นได้สะท้อนถึงความเป็นใหญ่ของเพศชายในสังคมไทย ชัดเจนมาก เป็นค่านิยมที่ผิดๆ ผู้ชายคือคนจุดชนวนให้เกิดปัญหานี้ ส่วนการจะทำให้บ้านมีบรรยากาศน่าอยู่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย ต้องลืมทัศนคติเก่าๆ ออกไปจากสมอง
"สำหรับผมคิดว่าผู้ชายต้องโดนสัก
ทีน่ะถึงจะได้รู้ว่าครอบครัวดีกว่า
ผมยังมองไม่เห็นทางแก้ไขสันดานผู้ชายได้หรอก ผมเองก็เป็น
แต่หมายถึงเฉพาะตอนนี้นะ แต่งงานเมื่อไหร่ครอบครัวต้องมาก่อน
แต่เหนืออื่นใดทุกคนต้องมีสติ สิ่งที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลง
ผมว่าเพราะคำว่ากิ๊กนี่ละ แค่คำคำเดียว
สามารถเห็นอะไรเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด คนส่วนใหญ่จะคิดเป็นเรื่องธรรมดา
ชู้อาจจะฟังดูแล้วแรง แต่กิ๊กมันน่ารัก เป็นแฟชั่น ไม่ได้จริงจังอะไรมาก" |